กล่อมวนา

“ฉันต้องหลงอ้างว้างกลางป่า
สุดเหลียวแลหาผู้อื่น
ป่าเปลี่ยวเช่นนี้ไม่ชื่น
ดึกดื่นค่ำคืนทอดถอน
.
เหงาสุดเหงาต้องทรุดลงนั่ง
ต้องพักหยุดยั้งพลางก่อน
เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแรงอ่อน
อกสั่นรอนรอนถอนใจ
.
หวาดกลัว
อกเต้นระรัวแว่วไป
เสียงดังมาไกลไกล
ดุจดังผีพรายเรียกฉัน
.
ขอภูตผีนางไม้ในป่า
โปรดคุ้มรักษาให้มั่น
ยิ่งดึกยิ่งหนาวจนสั่น
หวาดหวั่นไม่รู้ทาง
.
โถค่ำนี้นอนไหนกันเล่า
ยิ่งคิดยิ่งเหงาไม่สร่าง
ยิ่งดึกยิ่งนึกต่างต่าง
หยุดหว่างกลางทางอยู่นาน
.
หนุนท่อนไม้แทนหมอนนอนป่า
อาศัยเขตฟ้าแทนบ้าน
กิ่งโศกแทนมุ้งและม่าน
อุตส่าห์กัดฟันแข็งใจ
.
ไหว้วอน
ลูกมาขอนอนกลางไพร
เช้าขึ้นลูกจะไป
โปรดจงคุ้มภัยเถิดหนา
.
เสียงหริ่งร้องแซ่ซ้องสนั่น
ส่งเสียงกระชั้นลั่นป่า
เปรียบหนึ่งเพลงซึ้งวิญญาณ์
กล่อมป่าคราฉันนอน”
.
“เพลงกล่อมวนา”
ทำนอง – ครูเอื้อ สุนทรสนาน
คำร้อง – ครูแก้ว อัจฉริยะกุล
จังหวะ - Bolero
ความเร็วประมาณ 80 จังหวะ ต่อ นาที
“บันทึกเสียง” ใน คีย์ Dm (ดีไมเนอร์)
.
“ดนตรีต้นเพลง” (Introduction) ขึ้นมาอย่างระทึกใจด้วยเสียงของ Trumpet และ Saxophone ที่ให้ความรู้สึกของบรรยากาศในป่าเปลี่ยว แล้วลงท้ายอย่างวังเวงด้วยเสียงของ Trombone
.
“ทำนอง” ไพเราะติดหูง่าย
.
“คำร้อง” ยาวกว่าเพลงมาตรฐาน ที่ปกติจะมีคำร้องเพียง
4 ท่อน แต่ เพลงกล่อมวนา มี คำร้องยาวเป็นสองเท่าของคำร้องปกติ คือ 8 ท่อน ด้วยเนื้อหาที่สมบูรณ์สมจริง
.
“ดนตรีจบเพลง” (Ending) ให้บรรยากาศของป่าได้ดีเช่น
“ดนตรีต้นเพลง”
.
“การเรียบเรียงเสียงประสาน” ผสมกลมกลืนกับบรรยากาศของเพลง ซึ่งแสดงออกถึงความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว
.
ขับร้องโดย “บุษยา รังสี ผู้มีเสียงหวาน แต่มีวิธีการร้องเพลงที่ต่างจากนักร้องทั่วไป คือ “ไม่มีลูกคอ ในการร้องเพลง”
.
พ.ศ. 2513 นักเรียนรุ่นผมนัดเลี้ยงรุ่นประจำปีที่ราชบุรี
มีการเสพสุราอาหารกันตามประสาหนุ่มน้อย (จาก ป. 3 –
ม.ศ. 5 ผมเรียนในโรงเรียนที่เป็นเพศชายล้วนทั้งครูและนักเรียน)
.
พอตึงหน้ากันพอสมควรแล้ว การสนทนาก็เริ่มแบ่งกลุ่ม แล้วการคุยของเราก็ต้องชะงัก เมื่อกลุ่มชาวมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พากันแหกปากร้องเพลงขึ้นมาอย่าง “ไม่มีปี่มีขลุ่ย”
.
“แต่วันนี้ไปไม่เหลือเลย ลาแล้วที่เคยเชยใกล้
ขอลาโอ้ลาที่รักแห่งใจ ถึงกายห่างไปฝังใจไม่เลือน”
.
“ทำนองเพลง” ที่พวกเขาร้องไพเราะดี ผมชักชอบใจ
“คำร้อง” มีความหมายลึกซึ้งกินใจ ในยามเอ่ยคำลา
.
ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่า “ชื่อเพลงอะไร ของวงดนตรีใด หรือ ของสถาบันใด” เพราะเป็นการฟังเพลงนี้ครั้งแรกจาก
“เพื่อน ชาว ม.ช.”
.
เมื่อเพลงจบ เราก็จับกลุ่มกันคุยกันต่อ คุยได้สักพัก
“ชาว ม.ช.” ก็ร้องเพลงในท่อนเดิมขึ้นมาอีก
.
ผมอดใจไม่ได้แล้ว จึงถามว่า “พวกเอ็งร้องเพลงอะไรวะซ้ำๆซากๆ แต่ก็เพราะดี”
.
คนหนึ่งบอกผมว่า “เอ็งไม่รู้อะไร เพลงนี้กำลังฮิตที่ ม.ช. ข้าจะบอกให้นะ ตอนนี้ชาวมหาลัยต่างๆกำลังหลงใหลเสียงหวานๆของ บุษยา รังสี กัน โดยเฉพาะ เพลงลา ที่ บุษยา ร้องน่ะกินใจนัก”
.
แล้วเขาก็บอกว่า “เพลงที่พวกข้าร้องเมื่อกี้ คือ
เพลงลาภูพิงค์ ร้องโดย บุษยา กับ ครูเอื้อ เอ็งเคยฟังมะ” ผมส่ายหน้า เลยขอให้ “ชาว ม.ช.” ร้องให้เต็มเพลง
.
พวกเราพากันฟังอย่างตั้งใจ มิหนำซ้ำพอถึงตอนที่เขาร้อง “แต่วันนี้ไปไม่เหลือเลย......................ถึงกายห่างไปฝังใจไม่เลือน” พวกผมยังประสมโรงแหกปากร้องไปกับเขาด้วยอย่างมันในอารมณ์
.
ที่พวกผมร้องตามได้ เพราะพวกเขาร้องเพลงนี้ด้วยจังหวะ Slow ตลอดเพลง แถมยังร้องแบบยานคางอีกด้วย พวกเราฟังท่อนท้ายๆนี้มาสองสามเที่ยวแล้ว จึงจำเนื้อร้องได้
.
ใน “แผ่นเสียง” เพลงลาภูพิงค์ “คุณบุษยา รังสี” ขับร้องในจังหวะ Slow ตั้งแต่ต้นจนจบเพลง แล้วดนตรีเปลี่ยนเป็น จังหวะ Tango ให้ “สุนทราภรณ์” ขับร้องแต่ต้นจนจบเพลงอีกเที่ยวหนึ่ง
.
“ห้องบทเพลงบ้านคนรักสุนทราภรณ์” บอกว่า
“ใน ซีดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พิมพ์ผิดเป็น สุนทราภรณ์ / บุษยา จริงๆแล้วที่บันทึกเสียงลง ซีดี คือ สุนทราภรณ์ / พิมผกา)
.
เพลงลาภูพิงค์ ทำนอง – ครูเอื้อ สุนทรสนาน
คำร้อง - ครูธาตรี (วิชัย โกกิลกนิษฐ์) และ
ครูสมศักดิ์ เทพานนท์
.
“ห้องบทเพลงบ้านคนรักสุนทราภรณ์” บอกว่า
“ผู้ขับร้องบันทึกแผ่นเสียง เพลงกล่อมวนา มี 2 คน คือ
คุณชวลีย์ ช่วงวิทย์ กับ คุณบุษยา รังสี
.
“คุณ rasada09@yahoo.com” กล่าวว่า “เป็นเพลงที่เก่ามากเพลงหนึ่ง แต่เดิม มัณฑนา โมรากุล เป็นผู้ขับร้อง
ต่อมา ชวลีย์ ช่วงวิทย์ ขับร้องบันทึกแผ่นเสียงเป็นครั้งแรก
และครั้งที่สอง โดย บุษยา รังสี”
.
“คุณไร่นวภัทร กาฬสินธุ์” กล่าวว่า “ฟังแล้วรำลึกถึงตอนผมขึ้นไปเที่ยว ....ภูกระดึง จังเลยครับ เนื้อหาสาระของเพลงบรรยายบรรยากาศของป่าเขาได้อย่างลงตัว แถมยังสอดแทรกให้ผู้ที่ไปพำนักในสถานที่เป็นป่าเขาเช่นนั้น ได้ทำความเคารพต่อเจ้าป่าเจ้าเขาให้คุ้มครองยามที่เราได้ไปพึ่งพาอาศัย ซึ่งเป็นประเพณีที่สำคัญของคนไทยเราครับ”
.
“คุณแว่วเสียงเธอ” กล่าวว่า “คุณอ้อย อัจฉรา ก็ได้ขับร้องออกอากาศสดไว้ทางสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ และมีผู้บันทึกเทปไว้ได้ และผมว่าคุณอ้อยร้องได้ไพเราะที่สุดครับ”
.
“คุณเกษม” กล่าวว่า “ขอขอบคุณมากครับหามานานมากเมื่อก่อนมีเทปอัดมาม้วนหนึ่งฟังมาตั้งแต่อยู่ ป.5 ฟังจนจบ
ป. ตรี เลยมาทำงานอีก 10 ปี แต่เทปหาย 2 ปีที่แล้ว”
.
สมัยผมทำงานร้านถ่ายรูป มีประสบการณ์เกี่ยวกับป่า
ที่น่าจดจำอยู่ 2 ครั้ง
.
ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2512 เฮียคิมเจ้าของร้านถ่ายรูปให้ผมไปถ่ายรูปติดบัตรคนงานเหมืองแร่ดีบุกที่กิ่งอำเภอสวนผึ้ง
(อ. สวนผึ้ง ในปัจจุบัน) จังหวัดราชบุรี เจ้าของเหมืองให้ผมขี่จักรยานยนต์ตามจักรยานยนต์ของคนนำทาง ผมจึงเอาอุปกรณ์ถ่ายรูปทั้งหมดใส่กระเป๋ากันน้ำ มัดอย่างแน่นหนาไว้ที่เบาะด้านหลัง
.
ระยะแรกของการเดินทาง 30 กม. จากตัวเมืองราชบุรี ถึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เดินทางได้ราบรื่นเพราะถนนลาดยางแล้ว
.
ออกจากอำเภอจอมบึงได้หน่อยเดียว ผมก็ต้องขี่ลัดเลาะไปตามทางในป่าโปร่งที่เป็นดินปนทราย (ขณะนั้น ถนนจาก
อำเภอจอมบึง ถึง กิ่งอำเภอสวนผึ้ง ระยะทาง 30 กม.
อยู่ในระยะเริ่มก่อสร้าง)
.
พอขี่ไปตามทางดินปนทราย “ผมก็เหมือนปลาผิดน้ำ” อย่างไรอย่างนั้น จากการต้องรีบขี่ให้ทันคนนำทาง ผลก็คือ
เมื่อถึงทางโค้ง จักรยานยนต์ของผมจึงลื่นล้มหลายครั้ง แต่ก็ไม่บาดเจ็บอะไรเพราะความเร็วไม่สูง และดินปนทรายที่หยุ่นตัวก็ช่วยได้มาก
.
คนนำทางมีอัธยาศัยดี พอเห็นผมตามไม่ทัน
เขาก็หยุดรอจนผมไปทัน เขาจึงจะขี่นำทางต่อไป
.
ไปได้ครึ่งทางในป่า ก้านเบรกและก้านคลัทช์ที่แฮนด์จักรยานยนต์ผมก็หักทั้งสองข้างจากการขี่ลื่นล้มของผม
แต่ก้านคลัทช์ก็ยังพอใช้งานได้โดยจับให้เข้ากับรอยหักเดิม
เมื่อรถออกตัวแล้ว พอผมปล่อยมือจากก้านคลัทช์ มันก็ห้อยร่องแร่งตามเดิม ส่วนเบรกมือผมไม่กังวล เพราะขี่ไม่เร็วใช้เบรกหลังอย่างเดียวได้
.
ถึงเหมืองแร่ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำพาชี (ชาวบ้าน เรียก
ลำพาชี) ในเวลาเย็นก่อนค่ำ
.
เย็นนั้น ผมกินข้าวกับชาวเหมืองอย่างเอร็ดอร่อย
โดยมี “ความหิวช่วยเร่งน้ำย่อย”
.
ผู้จัดการเหมืองให้ผมและคนนำทาง นอนบนแคร่ในโรงเรือนว่างๆหลังหนึ่ง
.
คืนนั้น ฝนตกตลอดคืน ตกดึกผมตื่นขึ้นมาเพราะปวดปัสสาวะ มองไปรอบตัวไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น เพราะในยามดึกเหมืองแร่จะดับเครื่องทำไฟฟ้า (สมัยนั้น ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง กิ่งอำเภอสวนผึ้ง) มองออกไปนอกโรงนอนก็มืดตึ๊
.
หันมามองคนนำทางที่นอนข้างๆก็ไม่เห็น รู้สึกตกใจ
ผมจึงค่อยๆเอื้อมมือไปตรงที่เขานอน ก็ใจชื้นเมื่อสัมผัสตัวคน
.
เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ผมสัมผัส “ความมืดสนิทที่สุดในยามค่ำคืน มืดจนมองไม่เห็นแม้แต่คนที่นอนห่างไปไม่ถึงคืบถึงศอก”
.
ถ้าจะอาศัย “เพลงกล่อมวนา” มาบรรยายความรู้สึก
ก็ต้องเป็น
.
“หวาดกลัว อกเต้นระรัวแว่วไป เสียงดังมาไกลไกล
ดุจดังผีพรายเรียกฉัน”
 
 
เอื้อเฟื้อโดย....แฟน ส.
 
 
หน้านี้มีผู้คลิกทั้งสิ้น 160 ครั้ง
 
ประวัติครูเพลง นักร้อง นักดนตรี รวมทั้งเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ปรากฎที่นี่ ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บได้ให้ความกรุณาส่งเข้ามาโดยตรงเพื่อเผยแพร่ ซึ่งทำด้วยเจตนาตรงกันเพื่อธำรงและเชิดชูเกียรติประวัติของผู้ที่รังสรรบทเพลงอันมีคุณค่า ข้อความที่ปรากฎอาจนำมาหรือคัดลอกมาจากหนังสือหรือสื่อต่าง ๆ โดยอาจมิได้บอกกล่าวท่านที่เป็นเจ้าของข้อความเหล่านี้... บ้านคนรักสุนทราภรณ์ได้คำนึงถึงความสำคัญนี้โดยได้ใส่แหล่งที่มาของบทความไว้เพื่อเป็นเกียรติและเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบแหล่งข้อมูลเพื่อค้นคว้าต่อไป ถ้าท่านเจ้าของบทความที่ปรากฎเห็นว่าไม่สมควรเผยแพร่ โปรดแจ้งให้เราทราบที่ websuntaraporn@gmail.com เพื่อเราจะทำการนำออกทันที....เรารักบทเพลงสุนทราภรณ์ เรารักทุกท่านที่รักบทเพลงสุนทราภรณ์...

บ้านคนรักสุนทราภรณ์ เว็บไซต์สำหรับคนรักบทเพลงสุนทราภรณ์ เปิดบริการตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2545
เว็บไซต์นี้ออกแบบสำหรับ Internet Explorer Version 6 ขึ้นไป หน้าจอกว้าง 800 พิกเซลขึ้นไป ขนาดตัวอักษร Medium