ระฆังสั่งลา

พ.ศ. 2512 ผมพบประกาศการสั่งจอง หนังสือเพลงที่จัดพิมพ์ในโอกาสครบรอบ 30 ปี วง ดนตรีสุนทราภรณ์ ทางหน้าหนังสือพิมพ์ จึงสั่งจองและได้รับหนังสือเพลง 2 เล่มในเวลา ต่อมา นับเป็นหนังสือเพลงที่มีค่ายิ่งสำหรับผม เนื่องจากในเวลานั้น เพลงของวงดนตรีสุนทราภรณ์กำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงไปทั่วประเทศ แต่ผมกลับรู้เรื่องราวของ วงดนตรีสุนทราภรณ์ น้อยมาก ยิ่ง บทเพลงสุนทราภรณ์ แล้วผมรู้จักเพียงไม่กี่เพลงเท่านั้น
หนังสือเพลง 2 เล่มนี้ช่วยผมได้มากเมื่อติดขัดในเรื่อง “เนื้อร้องของบทเพลงสุนทราภรณ์” ก่อนจะได้หนังสือสองเล่มนี้ เมื่ออยากได้ เนื้อเพลง หรือ โน้ตตนตรี ของ สุนทราภรณ์ผมต้อง แกะจากแผ่นเสียง ทำไปก็กลัวไปว่าจะทำให้เกิดอาการ “แผ่นเสียงตกร่อง” เพราะต้องวางเข็มลงบน “ร่องเสียง”ระหว่างเพลงบ่อยครั้ง
สมัยนั้นยังไม่มี “เครื่องเล่นเทปคาสเซท” ที่ราคาย่อมเยาและสะดวกในการกรอเทป มีแต่ “เทปม้วน” ที่บรรจุเส้นเทปคล้ายการบรรจุ “ฟิล์มภาพยนตร์” ซึ่งเครื่องเล่นเทปม้วนคุณภาพสูงนั้นราคาค่อนหมื่นขึ้นไป
ท่านอาจจะสงสัยว่า “แล้วเครื่องเล่นแผ่นเสียงคุณภาพดีราคาไม่แพงกว่าเครื่องเล่นเทปหรือ” ตอบว่า “เครื่องเล่นแผ่นเสียงคุณภาพดี ในระบบเสียงสเตอริโอของฟิลิปส์ ในเวลานั้นมีราคาเริ่มต้นเพียง 400 บาท” แต่มันไม่มีเสียงในตัวต้องนำไปต่อกับ เครื่องขยายเสียง (ให้นึกถึงการใช้ เทปใบ้ ในปัจจุบัน) “คุณภาพเสียง” จึงขึ้นกับ “เครื่องขยายเสียง” เป็นสำคัญ
หนังสือเพลงที่ระลึก 30 ปีวงดนตรีสุนทราภรณ์ ช่วยให้เราทำงานเพลงของสุนทราภรณ์สะดวกขึ้น ในเวลานั้นเพลงของ “ดาวรุ่งสุนทราภรณ์” เริ่มติดหูคนฟังตามนักร้องรุ่นพี่มาติดๆ วงดนตรีของเราจึงนำ เพลงสุนทราภรณ์ มาบรรเลงในอัตราส่วนที่สูงกว่า เพลงลูกกรุง และ เพลงลูกทุ่ง
เพลงสุนทราภรณ์ ที่เราบรรเลงให้แฟนเพลงฟังเท่าที่จำได้ คือ กลิ่นดอกโศก กังวลรัก กว่าจะรักกันได้ ขอให้เหมือนเดิม ข้างขึ้นเดือนหงาย ข้องจิต คิดถึง คิดถึงฉันบ้าง ครวญรัก คู่ทาส คลองมอญ คนเรารักกันยาก คอยลม คมตา คลื่นกรรม ใจชาย ใจหญิง ใจตรงกัน ชีวามาลา ดึกคืนนี้ ดาวสังคม ตราบสิ้นลม ถิ่นไทยงาม ถึงพี่ นิทราสวาท ใบไม้ร่วง ปากลัด ผาเงอบ ผึ้ง ฝากรัก ฝากหมอน ฝนตั้งเค้า พรหมลิขิต พรานล่อเนื้อ พรานทะเล พัทยาลาก่อน ฟ้าแดง ไม่รักไม่รู้ ริมฝั่งน้ำ รักฉันสักครึ่งหัวใจ รักวันเติมวัน รำวงสาวบ้านแต้ ลาทีปากน้ำ ลาภูพิงค์ โศกาโศกี สาส์นรัก สาวอัมพวา สมมุติว่าเขารัก สุขกันเถอะเรา หนองบัว หิมพานต์ หยาดฝนแห่งความรัก อุษาสวาท
ท่านจะเห็นว่า บทเพลงสุนทราภรณ์ที่วงเรานำบรรเลงเมื่อเกือบ 40 ปีก่อนนั้น ส่วนใหญ่เป็นเพลงช้าไม่ค่อยมีเพลงเร็ว ที่เป็นเช่นนี้มิใช่ชาวราชบุรีเขาไม่ชอบเพลงเร็ว แต่เป็นเพราะพวกเราเพิ่งหัดแกะโน้ต จึงยังไม่แม่นจังหวะพอจะแกะเพลงเร็วๆได้ดีนัก
ก่อนจะมี หนังสือเพลงที่ระลึก 30 ปีวงดนตรีสุนทราภรณ์ ถ้าเราอยากได้ เนื้อเพลง หรือ โน้ตเพลงสุนทราภรณ์ ก็หาได้บ้างจาก หนังสือเพลงกล่อมจิต ของ อาจารย์กมล ทัพคัลไลย (พี่ชาย คุณกำธร ทัพคัลไลย ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง ทายาทป๋องแป๋ง) แห่ง วิทยาลัยเพาะช่าง (ปัจจุบันยกฐานะเป็น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล) ที่ว่าหา เพลงสุนทราภรณ์ ได้บ้างก็พราะว่า ใน หนังสือเพลงกล่อมจิต นั้น ส่วนใหญ่เขาจะพิมพ์ เพลงลูกกรุง ในสัดส่วนที่มากกว่า เพลงสุนทราภรณ์ ในอัตราส่วนประมาณ 5 ต่อ 1
เมื่อ หนังสือเพลงที่ระลึก 30 ปีวงดนตรีสุนทราภรณ์ ออกมา จึงสะดวกกับพวกเรามากในการหาเนื้อเพลงสุนทราภรณ์ เพราะก่อนหน้านี้นอกจาก หนังสือเพลงกล่อมจิต แล้ว ในหนังสือเพลงเล่มอื่นจะมีบทเพลงสุนทราภรณ์ค่อนข้างน้อย
พ.ศ. 2510 ผมเริ่มเป็นครู หลังเลิกงาน วันไหนไม่มีงานดนตรี ผมชอบไปที่ร้านถ่ายรูปของเพื่อน ถ้าลูกค้าเข้ามามากผมก็ช่วยเพื่อนรับลูกค้า เพื่อนจึงตอบแทนผมด้วยการสอนกระบวนการทำรูปถ่ายให้ และต่อมาก็ชักชวนผมทำงานที่ร้านถ่ายรูปในวันที่ว่างงานดนตรี
มกราคม พ.ศ. 2513 นักเรียนสาวอายุ 15 หยกๆ 16 หย่อนๆกลุ่มหนึ่งเข้ามาขอรับรูป เมื่อดูรูปจนพอใจแล้ว น้องแมว หนึ่งในกลุ่มก็ถามผมถึงเนื้อเพลงสุนทราภรณ์ และขอให้ผมจดให้ ผมก็นัดให้มารับในวันรุ่งขึ้นเพราะต้องจดด้วยลายมือ (เครื่องถ่ายเอกสารมีที่ร้านเพื่อนผมครั้งแรก พ.ศ. 2513 แต่ก็ไม่อยากใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพราะต้นทุนสูง ราคาบริการลูกค้าตกหน้าละ 5 บาท นับว่าแพงเมื่อเทียบกับก๋วยเตี๋ยวชามละ 2 บาทในเวลานั้น)

จากนั้นเธอก็มาขอเนื้อเพลงสุนทราภรณ์กับผมเสมอ เริ่มมีการพูดคุยกันมากขึ้น แต่ก็ในฐานะพ่อค้ากับลูกค้าเท่านั้น “ความเป็นครูรั้งสติมิให้ผมเกินเลยไปกว่านั้น”

ต้นเดือน เมษายน พ.ศ. 2513 น้องแมว มาหาผมด้วยทีท่าไม่ร่าเริงเช่นเคย บอกผมเสียงแผ่วว่า “แมว ขอ เพลงระฆังสั่งลา ค่ะพี่ ขอบคุณค่ะ” (คุณวรนุช อารีย์ ขับร้อง ทำนอง โดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน คำร้อง โดย ธาตรี) แล้วก็บอกลา
วันรุ่งขึ้นเธอไม่มารับเนื้อเพลงอย่างเคย ผมคิดในแง่ดีว่าคงจะมารับในวันอื่น เรื่องเอาไปให้นั้นเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่ว่าอยู่ไกลกัน แต่มันไม่เหมาะ “ผมเป็นครู แมวเป็นนักเรียน” แม้ไม่ใช่โรงเรียนเดียวกัน แต่มันก็คงไม่งามในสายตาผู้อื่น
ในส่วนลึกผมพอใจเธอแต่ก็ต้องซ่อนไว้ เพราะลูกศิษย์ประจำชั้นเล่าว่า “แมวเสน่ห์แรง มีหนุ่มมาติดพันหลายคน” ถ้าแค่นี้มันก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ ลูกศิษย์ทิ้งท้ายว่า “และหนึ่งในนั้นรวมถึงผมด้วยครับ ครู” มันก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะ “สาวอายุ 15 หยกๆ 16 หย่อนๆ” นั้น “โบราณ” จัดเป็น “วัยขบเผาะ” ใน “สมัยนี้” เรียก “วัยเอ๊าะ” อีกทั้ง น้องแมว ยังอยู่ในประเภท “สูง ยาว ขาว สวย” อย่างนี้แล้ว “หนุ่มไหนไม่คลั่งก็งั่งแล้ว”
ก่อนสงกรานต์ 3 วัน “น้องโว้ก สาวแก่นประจำกลุ่ม” ก๊วนเดียวกับ “น้องแมว” มาหาผมที่ร้าน อย่าคิดว่าเธอมีชื่อเสียงทันสมัยดังนิตยสารชื่อดังจากนอก เพราะในเวลานั้น นิตยสารโวค ยังไม่มีในเมืองไทย โว้ก ของเธอย่อมาจาก “โว้กว้าก” ที่ เถ้าแก่ร้านถ่ายรูปตั้งให้ เพราะเธอเข้ามาในร้านทีไรเป็นต้องคุยเอะอะเฮฮาเสียงลั่นร้าน เถ้าแก่จึงเรียกเธออย่างเอ็นดูว่า “คุณโว้กว้าก” เธอหัวเราะชอบใจกับฉายานี้ ผมจึงเรียกเธอว่า “น้องโว้ก” ตั้งแต่นั้นมา
วันนี้ น้องโว้ก มาแปลก เข้ามาที่ผมนั่งทำงานอย่างเงียบเชียบ กระซิบให้ตามออกไปหน้าร้าน ถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับผู้ใหญ่สอบสวนเด็กว่า
“พี่ ส. คิดถึง ไอ้แมว ป่ะ” ผมไม่ตอบ ไม่แน่ใจว่าเธอจะมาไม้ไหน
“ครั้งสุดท้าย ไอ้แมว มาขอเพลงอะไรพี่” เธอถามต่อ
“ระฆังสั่งลา” ผมตอบ
“แล้วมารับมะ” ผมสั่นหน้า
“พี่รู้มะ ทำไมมันไม่มารับ” ผมนิ่ง เธอจึงบอกว่า
“วันสงกรานต์นี้กลุ่มเราจะไปเล่นสงกรานต์ที่วัดดอนทราย ถ้าพี่อยากรู้ใจไอ้แมว ให้ตามไป” แล้วเธอก็เดินจากไป
บ่ายวันสงกรานต์ ผมบอกเถ้าแก่ว่าขอไปธุระสักพัก เถ้าแก่ก็ไม่ว่าอะไร ผมดีใจรีบบึ่งมอเตอร์ไซค์ไป วัดดอนทราย อย่างรวดเร็ว เมื่อถึงวัดแล้วผมก็ต้องผิดหวัง ที่วัดดอนทรายมีแต่คนสูงอายุมาสรงน้ำพระเสียส่วนใหญ่ มีหนุ่มสาวเพียงไม่กี่คน ไม่เห็น “กลุ่มน้องแมว” สักคน
สายๆวันรุ่งขึ้น น้องโว้ก มาหาผมที่ร้านถ่ายรูป กระซิบถามว่า
“เมื่อวานพี่ไป วัดดอนทราย ป่ะ” ผมพยักหน้า
“แล้วไม่เห็นพวกเราหรือ”
“ไม่” ผมตอบสั้นๆ เธอมองหน้าผมอย่างเอะใจถามว่า
“พี่ไปวัดดอนทรายไหน”
“ปากท่อ” ผมตอบ เท่านั้นละเธอหัวเราะอย่างสุดจะอดกลั้น มองผมอย่างสมเพชแกมสงสาร พูดว่า
“โถ พี่ชายคนซื่อของโว้ก ใครเขาจะไปเล่นสงกรานต์ที่ วัดดอนทรายปากท่อ นั่น มันห่างจากแม่น้ำตั้งโยชน์ แล้วจะเอาน้ำที่ไหนมาเล่นสงกรานต์ให้ชุ่มใจล่ะพี่ เขาไปเล่นกันที่ วัดดอนทรายโพธาราม โน่น มันใกล้แม่น้ำกว่ากันเยอะเลย คุณพี่ขาๆๆๆๆๆ”
“ความสัมพันธ์” ระหว่าง “ผม” กับ “น้องแมว” ก็ “จบลงแค่นั้น” เจอหน้ากันก็มีแต่ “ความหมางเมินเหินห่าง” แล้วมันก็จบสนิทเมื่อผมไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯใน พ.ศ. 2514
ในวันนี้เมื่อหวนคิดถึง “น้องแมว” ผมต้องยอมรับใน “ความคิดสร้างสรรค์” ของเธอ ที่ใช้ “ชื่อเพลง” เป็น “สื่อ” บอกเลิก “ความสัมพันธ์” กว่าจะรู้ว่าเธอบอกลาผมก็ “เสียค่าโง่” (ให้เด็ก) ไปตั้งหลายกระบุง
ทุกวันนี้ได้ยิน “เพลงระฆังสั่งลา” ครั้งใด ผมต้องนึกถึง “น้องแมว” และ “ความซื่อ” (บื้อ) ของตัวเองที่เป็นสาเหตุแห่ง “การสั่งลาของเธอ”

แฟน ส.
18 พ.ค. 48
 
 
เอื้อเฟื้อโดย....แฟน ส.
 
 
หน้านี้มีผู้คลิกทั้งสิ้น 1146 ครั้ง
 
ประวัติครูเพลง นักร้อง นักดนตรี รวมทั้งเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ปรากฎที่นี่ ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บได้ให้ความกรุณาส่งเข้ามาโดยตรงเพื่อเผยแพร่ ซึ่งทำด้วยเจตนาตรงกันเพื่อธำรงและเชิดชูเกียรติประวัติของผู้ที่รังสรรบทเพลงอันมีคุณค่า ข้อความที่ปรากฎอาจนำมาหรือคัดลอกมาจากหนังสือหรือสื่อต่าง ๆ โดยอาจมิได้บอกกล่าวท่านที่เป็นเจ้าของข้อความเหล่านี้... บ้านคนรักสุนทราภรณ์ได้คำนึงถึงความสำคัญนี้โดยได้ใส่แหล่งที่มาของบทความไว้เพื่อเป็นเกียรติและเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบแหล่งข้อมูลเพื่อค้นคว้าต่อไป ถ้าท่านเจ้าของบทความที่ปรากฎเห็นว่าไม่สมควรเผยแพร่ โปรดแจ้งให้เราทราบที่ websuntaraporn@gmail.com เพื่อเราจะทำการนำออกทันที....เรารักบทเพลงสุนทราภรณ์ เรารักทุกท่านที่รักบทเพลงสุนทราภรณ์...

บ้านคนรักสุนทราภรณ์ เว็บไซต์สำหรับคนรักบทเพลงสุนทราภรณ์ เปิดบริการตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2545
เว็บไซต์นี้ออกแบบสำหรับ Internet Explorer Version 6 ขึ้นไป หน้าจอกว้าง 800 พิกเซลขึ้นไป ขนาดตัวอักษร Medium