เรื่องของ “ครูเอื้อ” (2)

แหล่งที่มา : น.ส.พ.สันติภาพ รายสัปดาห์ ฉบับวันพุธที่ 17 ก.ค. 45 คอลัมน์ ศิลปะคู่วัฒนธรรม

ก่อนที่ผมจะเขียนต้นฉบับนี้สองสามวัน พรรคพวกที่ร่วมจัดงานคอนเสิร์ตได้นำเอาตัวอย่างบัตรชม “คอนเสิร์ตสุนทราภรณ์ แอลเอ 2002” ซึ่งอยู่ในระหว่างการออกแบบมาให้ดูเพื่อตรวจทานความถูกต้องทั้งในเรื่องสีและรายละเอียดอื่นๆเพื่อการสั่งพิมพ์ต่อไป

เห็นตัวอย่างนั้นแล้วก็พอใจในเรื่องของสีสัน ความสวยงาม และองค์ประกอบทางด้านศิลปะที่ลงตัวดี ยังบอกกับพรรคพวกกันว่า

บัตรชมคอนเสิร์ตสุนทราภรณ์ครั้งนี้ น่าที่ผู้ชมจะได้เก็บไว้เป็นที่ระลึกถึง...ครั้งหนึ่ง..อันเป็นครั้งแรกที่วงดนตรีสุนทราภรณ์ยกวงมาแสดงถึงอเมริกา ในปี 2002 หลังจากที่วงโด่งดังจนกลายเป็น “อมตะ” มาแล้วตั้ง 63 ปี

และ…เชื่อเถอะว่าหางบัตรที่ดูไม่มีค่าในตอนนี้ มันจะมีค่าอีกครั้งในอนาคต 10-20 ปีข้างหน้าเมื่อทุกคนต่างถาม หา “ครั้งแรก” ของสุนทราภรณ์ในอเมริกา

อย่างที่บอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างของบัตรนั้นดูลงตัวดี แต่พรรคพวกทักท้วงว่า เห็นอะไรผิดปกติในบัตรนั้นหรือ เปล่า?

ตอบไปว่า…ไม่น่าจะมีอะไรผิดปกติ

พวกก็เลยชี้ให้ดูภาพครูเอื้อในบัตรนั้นซึ่งเป็นภาพวาดด้วยคอมพิวเตอร์ รูปครูเอื้อกำลังเป่าแซ็กโซโฟน แล้วบอกกับผมว่า….มันผิด… ที่ถูกแล้วควรเป็นรูปครูเอื้อสีไวโอลิน อันเป็นภาพที่คุ้นตาเจนใจของบรรดาแฟนเพลงสุนทราภรณ์ทั้งหลาย

และดูเหมือนภาพครูเอื้อยืนสีไวโอลินหน้าวง(ดนตรี)จะกลายเป็นสัญญลักษณ์หรือเครื่องหมายบ่งบอกความเป็นวงดนตรีสุนทราภรณ์ไปโดยปริยาย

ผมได้เห็นแล้วก็แย้งกลับไปว่า ที่ว่ามันผิดนั้น มันอาจจะผิดในแง่ของสัญญลักษณ์ที่เราๆท่านๆเคยเห็นกันมาจนคุ้นตา

แต่มันถูกในแง่ของความเป็นครูเอื้อ ที่ท่านเองก็มีความสามารถและชำนาญทางด้านแซ็กโซโฟนเป็นพิเศษไม่น้อยกว่าไวโอลินเลย อีกทั้งยังเล่นแซ็กโซโฟนมาก่อนไวโอลินเสียด้วยซ้ำไป กระทั่ง คุณพระเจนดุริยางค์ ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ให้ครูเอื้อเลิกเรียนวิชาสามัญแล้วหันมาเรียนวิชาดนตรีอย่างเอาจริงเอาจังแต่เพียงอย่างเดียว ดังที่ผมเคยเล่าเอาไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ความสามารถของครูเอื้อในครั้งที่เรียนวิชาดนตรีนั้น เป็นที่เลืองลือและประจักษ์แก่เหล่าคณาจารย์ทั้งหลายแหล่ เพียงแค่สองปีเท่านั้นครูเอื้อก็ได้รับการบรรจุให้เข้ารับราชการประจำอยู่กองเครื่องสายฝรั่งหลวง ในกรมมหรสพ กระทรวงวัง และได้รับพระราชทานยศจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)ให้เป็น “เด็กชา” กินเงินเดือน 5 บาท

ยศพระราชทาน “เด็กชา” นั้น หลายท่านอาจจะสงสัยว่า คืออะไรกัน?

ครับ..ก็น่าจะสงสัยอยู่หรอกเพราะเดี๋ยวนี้ไม่มีใครพูดถึงยศหรือตำแหน่งนี้ จนผมเองก็ไม่แน่ใจว่ายศหรือตำแหน่ง “เด็กชา” นั้นจะยังคงมีและใช้ในวังอยู่หรือเปล่า

“เด็กชา” ก็คือ ยศข้าราชการชั้นผู้น้อยประเภทคอยรับใช้อยู่ในกรมมหาดเล็ก

ครูเอื้อท่านรับราชการในกรมมหรสพ กระทรวงวังได้ยศเป็น “เด็กชา” จนมีความชำนาญและประสบการณ์ทางดนตรีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้เลื่อนขึ้นไปเล่นในวงใหญ่ รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็นเป็นเดือนละ 20 บาท

เงินเดือน 20 บาทสำหรับสมัยพ.ศ. 2467-69 นั่น ถือว่ามากและโก้ไม่เบาแล้วเชียวนาครับ

ก็…ก๋วยเตี๋ยวในยุคนั้นแค่ชามละ 3 สตางค์เท่านั้น ฟาดเข้าไปชามเดียวก็อิ่มเพียงพอแล้ว

ความชำนาญของครูเอื้อบวกกับความสามารถโดยแท้ทำให้ต่อมาอีก 2 ปีก็ได้เลื่อนยศเป็น “พันเด็กชาตรี” และ “พันเด็กชาโท” ในปีถัดไป

ครั้นถึงพ.ศ. 2475 ครูเอื้อท่านก็โอนการรับราชการจากกรมมหรสพ กระทรวงวัง ไปสังกัดกรมศิลปากร ช่วงนี้แหละที่ครูเอื้อท่านมีความคิดและพยายามที่จะตั้งวงดนตรีขึ้นเองในปีพ.ศ.2480 โดยรวบรวมเพื่อนฝูงที่มีใจรักและฝักไฝ่ในทางเดียวกันทั้งหมด 12 คน ตั้งเป็นวงดนตรีใช้ชื่อว่า “วงไทยฟิล์ม” อันเป็นชื่อบริษัทภาพยนตร์ของ พระเจ้า

วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล อันมี คุณหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ คุณพจน์ สารสิน และ คุณชาญ บุนนาค ช่วยกันประเดิมสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก ชื่อเรื่อง “ถ่านไฟเก่า” ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจหรือถ้าจำไม่ผิด พระเอกเรื่องนี้ คือ คุณจำรัส สุวคนธ์ พระเอกละครยอดนิยมในสมัยนั้น

สาเหตุที่ไม่แน่ใจว่าคุณจำรัสเป็นพระเอก ก็เพราะทราบอยู่ว่าคุณจำรัสนั้นร้องเพลงได้ด้วยตัวเอง และร้องได้ไพเราะเป็นที่ติดอกติดใจผู้ชมทั้งหลาย

ทว่า..ในภาพยนตร์เรื่อง “ถ่านไฟเก่า” นั้น ครูเอื้อ สุนทรสนาน ได้มีโอกาสเข้ามาบรรเลงดนตรีเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ และที่สำคัญก็คือ….

ครูเอื้อได้มีโอกาสขับร้องเพลงแทนน้ำเสียงของพระเอกในเรื่อง ซึ่งเพลงที่ขับร้องนั้นชื่อเพลง “ในฝัน” อันถือได้ว่าเป็นเพลงแรกสุดของชีวิตครูเอื้อที่ได้ขับร้องสู่สาธารณชนแล้วแถมยังได้รับความนิยมจากผู้ชมเป็นอย่างมากซะอีกด้วย

แต่…เป็นที่น่าเสียดายที่วงดนตรี “ไทยฟิล์ม” ต้องมีอันล่มสลายลงในเวลาต่อมา เมื่อบริษัทภาพยนตร์ดังกล่าวได้เลิกกิจการ

ครั้นถึงปีพ.ศ. 2482 ทางรัฐบาลได้จัดตั้งกรมโฆษณาการ (ชื่อเดิมของกรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเมื่อก่อนชาวบ้านเรียกว่า “กรมกร๊วก”) ขึ้นมาแล้วแต่งตั้งให้ คุณวิลาศ โอสถานนท์ เป็นอธิบดีคนแรก

กรมโฆษณาการที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาก็เพื่อเป็นกระบอกเสียงซึ่งมีสถานีวิทยุของรัฐบาลเป็นตัวกระจายและแพร่ข่าวสู่ประชาชนคนไทย ทางอธิบดีกรมคนแรกคือคุณวิลาศมีความเห็นว่าเมื่อมีสถานีวิทยุประจำกรมอันเป็นของรัฐบาลแล้ว ก็น่าที่จะมีวงดนตรีประจำกรมฯด้วยอีกสักวง

คุณวิลาศนำความคิดนี้ไปปรึกษากับคุณหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์แล้ว ก็ได้รับคำแนะนำว่า กรมโฆษณาการควรจะได้ครูเอื้อและคณะมาเป็นวงดนตรีประจำกรมจะเป็นการดีมาก ท่านอธิบดีคนแรกเห็นดีเห็นงามด้วยจึงยื่นข้อเสนอต่อครูเอื้อ

เมื่อได้พิจารณาข้อเสนอแล้วครูเอื้อก็ตอบตกลงตัดสินใจโอนย้ายจากกรมศิลปากรมาเป็นหัวหน้าแผนกบันเทิงต่างประเทศ สังกัดกรมโฆษณาการพร้อมกับเพื่อนๆในขณะนั้น โดยครูเอื้อ รับหน้าที่เป็นหัวหน้าวง มี ครูเวส สุนทรจามร เป็นผู้ช่วย ส่วนนักดนตรีในรุ่นก่อตั้งนั้นก็ล้วนแล้วแต่ “มือฉกาจ” ด้วยกันทั้งนั้น อาทิ ครูนารถ ถาวรบุตร ครูเพิ่ม คล้ายบรรเลง ครูสริ ยงยุทธ ครูสมพงษ์ ทิพยะกลิน เป็นต้น

ครั้งนั้น..ถือได้ว่าเป็นการเริ่มตั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์เป็นครั้งแรก

ซึ่งตามหลักฐานได้ระบุไว้ว่า วงดนตรีสุนทราภรณ์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2482 แต่ครั้งนั้นยังไม่ได้ใช้ชื่อว่า “สุนทราภรณ์” คงใช้เพียงชื่อที่เรียกกันว่า “วงดนตรีกรมโฆษณาการ”

สาเหตุที่มีการเปลี่ยนชื่อวงมาเป็น “สุนทราภรณ์” ก็เนื่องจากการที่ครูเอื้อได้นำวงดนตรีไปบรรเลงที่โรงภาพยนตร์โอเดียน (ปัจจุบันได้ถูกรื้อถอนไปนานแล้ว) ซึ่งเป็นการจัดรายการโดยโรงแรมรัตนโกสินทร์ และ คุณสุรัฐ พุกกะเวส ซึ่งเป็นเลขานุการของโรงแรม เกิดมองเห็นความไม่เหมาะสมที่จะเอาวงดเนตรีของทางราชการไปเล่นในโรงภาพยนตร์ของเอกชน จึงได้ปรึกษากับครูเอื้อถึงลักษณะที่ถ้าหากเป็นอย่างนี้ ก็น่าที่จะใช้ชื่อวงเป็นอย่างอื่นเสียดีกว่า

เรื่องการเปลี่ยนชื่อวงจากกรมโฆษณาการมาเป็น “สุนทราภรณ์” นั้น ในข้อเขียนของ คุณชอุ่ม ปัญจพรรค์ ชื่อเรื่องว่า “ ณ วันนี้..ครบรอบ ๖๐ ปี แห่งการก่อตั้ง วงดนตรี สุนทราภรณ์” (ตีพิมพ์ในสูจิบัตร คอนเสิร์ตการกุศล รวมใจอาสากาชาด ถวายราช ๗๒ พรรษา ๖๐ ปีเพลงดี ๖๐ ปี สุนทราภรณ์ งานนี้แสดงที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2542) มีข้อความตอนหนึ่งว่า…..

“…คุณเอื้อเล่าให้ดิฉันฟังว่า วันหนึ่งได้คุยกับคุณประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ถึงเรื่องนี้ คุณประสิทธิ์ถามว่าแฟนชื่ออะไร…ตอนนั้น ครูเอื้อรักอยู่กับคุณอาภรณ์จึงบอกไป คุณประสิทธิ์คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็พูดว่า ถ้างั้นก็เอาคำว่า “สุนทร” สนธิเข้ากับคำว่า “อาภรณ์” เป็น “สุนทราภรณ์”…เพราะมาก…ความหมายดีด้วย….”

นั่นแหละครับ…คือที่มาแห่งคำว่า “สุนทราภรณ์” ซึ่งมีมนต์เสน่ห์ที่สามารถผูกจิตใจให้เป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไปและให้ความนิยมวงดนตรีวงนี้ตลอดมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน แม้กระทั่งท่านผู้ก่อตั้งวงคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน จะล่วงลับไปแล้วถึง 21 ปีแล้วก็ตาม แต่ความนิยมของผู้คนที่มีต่อวงดนตรีวงนี้ก็มิได้เสื่อมคลายเลยแม้แต่น้อย

ขณะนี้ทราบว่า คุณอติพร สุนทรสนาน เสนะวงศ์ บุตรีคนเดียวของครูเอื้อได้สืบทอดเจตนารมณ์แนวทางดนตรีสุนทราภรณ์ของผู้เป็นบิดาไว้อย่างมั่นคง

และ…คุณอติพรผู้นี้แหละครับ ที่จะเป็นผู้นำวงดนตรีสุนทราภรณ์มาเปิดแสดงคอนเสิร์ตที่ลอส แองเจลีส ในวันเสาร์ที่ 7 กันยายน ที่จะถึงนี้ ภายใต้อำนวยการเดินทางของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ตามโครงการ “ศิลปินไทยไปต่างประเทศ” เพื่อจัดหารายได้สบทบเป็นกองทุนงานด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะ กองทุนศิลปิน

หลังจากลอส แองเจลีสแล้ว วงสุนทราภรณ์ก็จะเดินทางไปแสดงที่เมืองลาส เวกัส รัฐเนวาด้า ที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์และกลับมาแคลิฟอร์เนียแสดงที่ ซาน ฟรานซิสโก อีกตามลำดับ

ครับ…วงดนตรีสุนทราภรณ์ท่องอเมริกาคราวนี้ก็ถือว่า นอกจากจะมาแสดงความเป็น “อมตะนิยม” แห่งวงดนตรีไทยสากลอันไม่มีใครเสมอเหมือน พร้อมกับเชิดชูเกียรติคุณของครูเอื้อ สุนทรสนานและผลงานอันงามงดของท่านแล้ว ยังเป็นการเกื้อกูล กองทุนงานด้านวัฒนธรรม ที่เปรียบเสมือน“กองทุนของชาติ” ซึ่งทางสวช.รับผิดชอบอยู่อีกด้วย

อย่างนี้แล้ว ใครไม่รีบจองบัตรชมรายการ “คอนเสิร์ตสุนทราภรณ์ แอลเอ 2002 “ ครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งแรก..

ขอเน้นว่า..ครั้งแรกที่วงสุนทราภรณ์เดินทางมายังอเมริกา…

พลาดคอนเสิร์ตครั้งนี้..เดี๋ยวก็ต้องมานั่งร้องเพลง…” เหม่อดูหมู่ดาวที่พราวพร่างฟ้า หยาดสายน้ำตาหยดมาเหมือนว่าช้ำใจ..” ซะอีกหรอก..

แฮ่ะๆ..ร้องด้วยความช้ำใจเพราะเสียด๊าย…เสียดาย..ไงล่ะ

เพลงนี้ชื่อ “น้ำตาดาว” ครับ ขับร้องโดย คุณบุษยา รังสี มีเนื้อร้องท่อนสุดท้ายว่า “..สุดแสนระกำหลั่งความช้ำด้วยน้ำตา แต่น้ำตาเราอกใครไหนเล่าเหลียวมา ซับรอยน้ำตาของข้าดุจดาว”

ครับผม..ร้องไห้ให้น้ำตาไหลจ๊อกๆเป็นน้ำตก ก็ไม่มีใครเหลียวมาช่วยซับให้หรอก

ก็…อยากประมาทเองไม่รีบจองบัตรนี่ครับ…ใครจะช่วยได้…เฮ้อ..
 
 
เอื้อเฟื้อโดย....คเณศร์วิษณ์
 
 
หน้านี้มีผู้คลิกทั้งสิ้น 741 ครั้ง
 
ประวัติครูเพลง นักร้อง นักดนตรี รวมทั้งเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ปรากฎที่นี่ ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บได้ให้ความกรุณาส่งเข้ามาโดยตรงเพื่อเผยแพร่ ซึ่งทำด้วยเจตนาตรงกันเพื่อธำรงและเชิดชูเกียรติประวัติของผู้ที่รังสรรบทเพลงอันมีคุณค่า ข้อความที่ปรากฎอาจนำมาหรือคัดลอกมาจากหนังสือหรือสื่อต่าง ๆ โดยอาจมิได้บอกกล่าวท่านที่เป็นเจ้าของข้อความเหล่านี้... บ้านคนรักสุนทราภรณ์ได้คำนึงถึงความสำคัญนี้โดยได้ใส่แหล่งที่มาของบทความไว้เพื่อเป็นเกียรติและเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบแหล่งข้อมูลเพื่อค้นคว้าต่อไป ถ้าท่านเจ้าของบทความที่ปรากฎเห็นว่าไม่สมควรเผยแพร่ โปรดแจ้งให้เราทราบที่ websuntaraporn@gmail.com เพื่อเราจะทำการนำออกทันที....เรารักบทเพลงสุนทราภรณ์ เรารักทุกท่านที่รักบทเพลงสุนทราภรณ์...

บ้านคนรักสุนทราภรณ์ เว็บไซต์สำหรับคนรักบทเพลงสุนทราภรณ์ เปิดบริการตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2545
เว็บไซต์นี้ออกแบบสำหรับ Internet Explorer Version 6 ขึ้นไป หน้าจอกว้าง 800 พิกเซลขึ้นไป ขนาดตัวอักษร Medium